ขนส่ง คลังสินค้า และโรงงาน มีเรื่องที่ระบบ HR ทั่วไปไม่เคยเจอ — กะที่แบ่งเป็นช่วง ค่าเที่ยว ค่ารายชิ้น แรงงานต่างด้าว คนที่พิมพ์บนมือถือไม่คล่อง หน้านี้เล่าให้ดูทั้งหมด เลื่อนลงได้เลย ไม่ต้องกดอะไร
ก่อนจะคุยว่าฟีเจอร์ไหนเจ๋ง — ดูก่อนว่าขอบเขตงานที่ระบบรับไปนั้นกว้างแค่ไหน ทั้งหมดนี้อยู่ในระบบเดียว ฐานข้อมูลเดียว ไม่ต้องซื้อโมดูลเสริมทีหลัง
อ่านเหมือนแผนที่รถไฟฟ้า — 9 สาย คือ 9 กลุ่มงาน · 85 สถานี คือ 85 โมดูล ทุกสายแยกจากชุมทางเดียวคือประวัติพนักงาน และสถานีที่มีวงดำคือจุดที่ข้อมูลไหลข้ามสายให้เอง โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ — ชี้ที่สถานีไหนก็ได้ เพื่ออ่านว่ามันทำอะไรให้
ชี้ที่สถานีหรือชื่อสาย = คำอธิบายภาษาคน · ตัวเลขท้ายชื่อสาย = จำนวนโมดูลในสาย
ทุกโมดูลอยู่ในระบบเดียว ฐานข้อมูลเดียว — ไม่ต้องซื้อเสริมทีหลัง และไม่ต้องเชื่อมหลายระบบเข้าหากัน
กลุ่มอื่น ๆ เป็นงาน HR ที่ระบบดี ๆ ก็มี แต่กลุ่มนี้เกิดจากการนั่งดูงานจริง ในบริษัทขนส่งและคลังสินค้า — เป็นเรื่องที่ HR ทำเป็น Excel แยกไว้ข้างนอกระบบมาตลอด
คลิปทั้งหมดต่อจากนี้อัดจากระบบจริง ไม่ใช่ภาพจำลองหรือโมชันกราฟิก — สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่ได้ตอนเปิดใช้งาน
ระบบ HR ส่วนใหญ่หยุดอยู่ที่ "เก็บข้อมูลให้ครบ" แล้วปล่อยให้คนกรอกเอง เราเลือกใส่ AI ตรงจุดที่ต้องนั่งพิมพ์เยอะที่สุด — ไม่ได้ใส่ไว้โชว์
พิมพ์อธิบายบริษัทเป็นภาษาไทย → ระบบร่างผังองค์กรให้ทั้งชุด
บริษัทที่ยังไม่เคยมีผังองค์กรบนกระดาษ จะเริ่มยากที่สุดตรงนี้ — ต้องนั่งคิดว่ามีกี่แผนก แต่ละแผนกมีตำแหน่งอะไร แล้วค่อยมากรอกทีละช่อง
ในคลิปนี้พิมพ์แค่ประโยคเดียวว่าเป็นบริษัทขนส่งและคลังสินค้า 300 คน มีคลัง 2 แห่ง ระบบร่างกลับมาให้ เพิ่ม 1 แผนก และ 14 ตำแหน่ง พร้อมสายบังคับบัญชา — แก้ต่อได้ ลากย้ายได้ ไม่ใช่รับมาแล้วต้องใช้ตามนั้น
ผังที่วาดด้วยมือ 60 กว่ากล่อง → ระบบอ่านออกมาเป็นโครงสร้างจริง
คลิกที่คลิปเพื่อดูฉบับเต็ม — ตั้งแต่แนบรูปจนผังขึ้นเป็นภาพให้กดยุบ/ขยายได้
บริษัทส่วนใหญ่มีผังองค์กรอยู่แล้ว แต่อยู่ในไฟล์เก่าที่เปิดไม่ได้ ในไฟล์ PDF หรือบนกระดาษที่ติดอยู่หน้าห้องบุคคล — พอจะย้ายเข้าระบบใหม่ก็ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทั้งหมด
ในคลิปคือผังโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ วาดด้วยลายมือบนกระดาษ มีกล่องเกิน 60 กล่อง ลึก 4 ระดับชั้น ตั้งแต่ Managing Director ลงไปถึง Operators ระบบอ่านออกมาเป็นแผนก ตำแหน่ง และสายบังคับบัญชาให้ทั้งชุด
รับได้ทั้งรูปถ่าย · PDF · ไฟล์ Excel หรือจะพิมพ์อธิบายเป็นภาษาไทยเฉย ๆ ก็ได้ — ผลที่ได้เป็นร่างที่ ลากแก้ต่อในระบบได้ทันที ไม่ใช่รูปภาพที่แก้ไม่ได้
ในคลิปฉบับเต็มจะเห็นตอนกด Apply แล้วแผนกกับตำแหน่งถูกสร้างขึ้นจริงในระบบ และผังขึ้นเป็นภาพที่กดยุบ/ขยายแต่ละสายได้ — ลากย้ายคนข้ามสายบังคับบัญชาได้เลยจากหน้านี้
พิมพ์ชื่อตำแหน่ง → ได้ระดับ ช่วงเงินเดือน และหน้าที่งาน
พิมพ์ว่า "หัวหน้ากะคลังสินค้า" แล้วระบบเติมระดับตำแหน่ง ช่วงเงินเดือนที่สมเหตุสมผล และรายการหน้าที่งานมาให้ — เอาไปใช้ต่อได้ทั้งตอนประกาศรับสมัคร และตอนตั้งโครงสร้างเงินเดือน
ช่วงเงินเดือนที่ AI ให้มาเป็น จุดตั้งต้นให้แก้ ไม่ใช่ตัวเลขที่ระบบยัดใส่ คนอนุมัติยังต้องเป็นคนกดเสมอ
เรซูเม่รูปเดียว → ชื่อ ติดต่อ ทักษะ การศึกษา ประสบการณ์ ครบทุกช่อง
คลิกที่คลิปเพื่อดูฉบับเต็ม — ขอเอกสารเพิ่ม → ว่าจ้าง → ขึ้นเป็นพนักงาน → กรอกเงินเดือน/แผนก
ผู้สมัครงานหน้างานส่วนใหญ่ถ่ายรูปเรซูเม่ด้วยมือถือแล้วส่งมาทางไลน์ บางคนส่งรูปบัตรประชาชนมาพร้อมกัน บางคนส่งมาสามรูปเพราะเรซูเม่ยาวสองหน้า คนที่ต้องนั่งพิมพ์เข้าระบบคือ HR
ในคลิปคืออัปโหลดรูปเดียว แล้วระบบกรอกให้ครบทั้ง ชื่อ · เบอร์โทร · อีเมล · ที่อยู่ · ทักษะ · จำนวนปีประสบการณ์ · การศึกษา · และประวัติการทำงานทุกที่
HR แค่ตรวจแล้วกดบันทึก — จากนั้นผู้สมัครคนนี้ก็เข้าไปอยู่ในรายการที่ AI จัดอันดับให้ต่อ
ในคลิปฉบับเต็มจะเห็นต่อจนจบเส้นทาง — ออกลิงก์ให้ผู้สมัครกรอกเอกสารเพิ่มเอง (มี passcode และปิดได้ทุกเมื่อ) → เปลี่ยนสถานะเป็นว่าจ้าง → ระบบสร้างเป็นพนักงานให้ โดยยกการศึกษาและประวัติงานจาก CV มาให้ครบ → เหลือแค่กรอกเงินเดือนกับเลือกแผนก
เรซูเม่ที่เห็นในคลิปเป็นข้อมูลสมมติที่เราสร้างขึ้นเองสำหรับสาธิต ไม่ใช่ของผู้สมัครจริง — เราไม่นำข้อมูลส่วนบุคคลของใครมาแสดงบนหน้าเว็บ
ผู้สมัคร 5 คน → คะแนนความเหมาะสม พร้อมเหตุผลรายคน
ผู้สมัครส่งไฟล์อะไรมาก็ได้ — PDF รูปถ่าย หรือ CV ที่สแกนมา ระบบอ่านออกมาเป็นข้อมูลผู้สมัครให้ ไม่ต้องพิมพ์ตามทีละคน
จากนั้นให้คะแนนความเหมาะสมเทียบกับ JD ที่ประกาศไว้ ในคลิปคือประกาศรับคนขับรถบรรทุก 6 ล้อ ที่กำหนดว่าต้องมีใบขับขี่ ท.2 ขึ้นไป และประสบการณ์อย่างน้อย 2 ปี
สังเกตว่าระบบไม่ได้ให้แค่ตัวเลข แต่บอกด้วยว่าเก่งตรงไหน และขาดอะไร — คนสัมภาษณ์เอาไปตั้งคำถามต่อได้เลย และยังเป็นคนกดรับหรือไม่รับเสมอ
แถบความคืบหน้ารายคน — เห็นทันทีว่าใครค้างขั้นตอนไหน
วันแรกของพนักงานใหม่มีเรื่องต้องทำพร้อมกันหลายอย่าง และแต่ละอย่างอยู่คนละแผนก — เอกสารอยู่ที่บุคคล ชุดอยู่ที่คลัง บัตรอยู่ที่ IT อบรมอยู่ที่ จป. พอไม่มีใครเห็นภาพรวม ก็มักมีสักอย่างที่ตกหล่นแล้วไปรู้ตอนสิ้นเดือน
ระบบสร้างเช็คลิสต์ให้อัตโนมัติตอนรับเข้าทำงาน — เอกสาร · ประกันสังคม · ชุดและ PPE · บัตรพนักงานและลงทะเบียนสแกนนิ้ว · ติดตั้งแอปมือถือ · อบรมความปลอดภัย · แนะนำหัวหน้ากะ · นัดวันประเมินผ่านทดลองงาน
หน้าจอรวมแสดงเป็นแถบความคืบหน้ารายคน — คนไหน 8/8 คนไหนเพิ่ง 1/8 ไม่ต้องไล่ถามกันในไลน์ว่าใครทำถึงไหนแล้ว
นับถอยหลังทุกใบ · ขึ้น Critical เมื่อใกล้ครบกำหนด
คนต่างด้าวหนึ่งคนมีเอกสารที่หมดอายุคนละวัน — พาสปอร์ต วีซ่า ใบอนุญาตทำงาน บวกกับรายงานตัว 90 วันที่วนทุกไตรมาส และการแจ้ง กกจ. ภายใน 15 วันตอนรับเข้าและตอนออก
ส่วนใหญ่จบลงที่ Excel ที่คนทำคนเดียวรู้เรื่อง พอคนนั้นลาออกก็ไม่มีใครรู้ว่าใครใกล้หมดอายุ — โทษปรับตกที่นายจ้าง ไม่ใช่ที่ลูกจ้าง
ระบบนับถอยหลังให้ทุกใบและเรียงคนที่ใกล้ครบกำหนดขึ้นก่อน ใบไหนเหลือน้อยขึ้น Critical ให้เห็นชัด พร้อมปุ่มบันทึกว่ายื่นรายงาน 90 วันแล้ว หรือแจ้ง กกจ. แล้ว
หน้าลงเวลาบนมือถือพนักงาน — จอจริงขนาด 390px
เครื่องสแกนนิ้วมีปัญหาเดิม ๆ — คนต่อคิวตอนเช้า คนที่ไปส่งของนอกสถานที่สแกนไม่ได้ และคนที่ลืมสแกนต้องเดินไปเขียนใบขอแก้เวลาที่ห้องบุคคล
บนมือถือ พนักงานกดเข้า-ออกงานเองได้ พร้อม GPS + เซลฟี่ + ขอบเขตพื้นที่ และตรวจได้ว่าอยู่บนเครือข่ายบริษัทจริงหรือไม่ — ถ้าโรงงานมีเครื่องสแกนนิ้วอยู่แล้ว ต่อเข้าระบบเดิมได้ ไม่ต้องรื้อ
ลืมสแกนก็ยื่นขอแก้เวลาเองได้ในแอป หัวหน้าอนุมัติจากมือถือ จบโดยไม่ต้องมีใครเดินไปไหน
พอถามระบบ HR ทั่วไปว่า "คนนี้ควรพัฒนาอะไรต่อ" หรือ "ไลน์ไหนยังขาดคนมีทักษะ" มักตอบไม่ได้ เพราะข้อมูลอยู่คนละที่ ของเราอยู่ฐานเดียวกันตั้งแต่ต้น
เน็กซ์ Academy บนมือถือพนักงาน — จอจริงขนาด 390px
คอร์สสั้น ๆ พร้อมแบบทดสอบ เปิดจากมือถือระหว่างรอคิวขึ้นของก็เรียนได้ สอบผ่านแล้ว ได้เงินรางวัลเข้ากระเป๋าในแอปจริง ไม่ใช่แต้มที่แลกอะไรไม่ได้
ชุดสาธิตในคลิปมี 3 คอร์ส — ความปลอดภัยในคลัง (+60 บาท) ขับขี่ปลอดภัย (+80 บาท) และการใช้ระบบ WMS (+50 บาท)
เลือกพนักงาน → ระบบร่างแผนพัฒนารายบุคคลให้
IDP เป็นเรื่องที่ทุกองค์กรรู้ว่าควรทำ แต่พอถึงเวลาจริงมักได้แค่ไฟล์เปล่ากับ deadline ระบบดึงผลประเมิน ทักษะที่มี และตำแหน่งปัจจุบันของคนคนนั้นมาร่างให้ก่อน
หัวหน้าอ่านแล้วแก้ต่อ ใช้เวลาไม่กี่นาที — ได้แผนที่คุยกับพนักงานได้จริง แทนที่จะได้ช่องว่าง
บทที่แล้วเป็นเรื่องที่ระบบดี ๆ ก็ทำได้ บทนี้คือเรื่องที่ลูกค้าเล่าให้ฟังว่า "อันนี้ระบบทำไม่ได้ ต้องออกมาทำ Excel" — เราไล่ทำทีละข้อ
ตัวเลขที่เห็นในคลิปมาจากชุดข้อมูลสาธิต 60 คน ที่เราสร้างไว้ให้ลองกดดูได้จริง — ไม่ใช่ข้อมูลลูกค้ารายใด และไม่ใช่ตัวเลขที่พิมพ์ใส่สไลด์
มือถือคนขับ — กะเดียวแต่แบ่งเป็น 3 ช่วง
ระบบลงเวลาทั่วไปคิดว่าหนึ่งวัน = เข้าครั้งเดียว ออกครั้งเดียว พอเจอกะแบ่งช่วง มันก็นับตั้งแต่ตอกบัตรเช้า 05:00 ยาวถึงตอกบัตรออก 21:07 รวดเดียว ได้เป็น 16 ชั่วโมง 7 นาที — แล้ว OT ก็บานตามไปด้วยทั้งที่ไม่ได้ทำจริง
เวลาที่พักระหว่างช่วง — ตั้งแต่ 08:00 ถึง 11:00 และ 14:00 ถึง 18:00 — ไม่ได้อยู่ในช่วงกะที่กำหนดไว้ ระบบจึงแยกออกมาให้เห็นต่างหาก
พนักงานเห็นบนมือถือว่าตอนนี้อยู่ช่วงที่เท่าไหร่ ยังเหลืออีกกี่ช่วง และมีปุ่มพักงานแยกต่างหากสำหรับเวลาพักที่ไม่ควรถูกนับ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้ห้ามแบ่งเวลาทำงานเป็นช่วง นายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติเป็นหลายช่วงในวันเดียวได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในกรอบนี้
จะเข้าข่ายหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงว่างนั้นลูกจ้างพ้นจากการควบคุมของนายจ้างจริงหรือไม่ (กลับบ้านได้ · ไม่ต้องรอเรียก · ไม่ต้องอยู่ในพื้นที่) ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างกันไปในแต่ละบริษัท — ควรตรวจกับที่ปรึกษากฎหมายแรงงานก่อนวางระบบกะแบ่งช่วง
ระบบจึงแสดงทั้งชั่วโมงที่ทำจริงและช่วงว่างทั้งหมดไว้คู่กัน เพื่อให้ตรวจได้ว่าเข้าเงื่อนไขไหน — ไม่ใช่ซ่อนตัวเลขให้ดูน้อยลง
เลือกเดือน → ได้รายการลงบัญชีพร้อมส่งออก
นี่คือเรื่องที่บัญชีต้องนั่งเฉลี่ยเองในกระดาษทดทุกเดือน เพราะเงินเดือนงวดหนึ่ง คร่อมสองเดือนบัญชีเสมอ ระบบเงินเดือนบอกได้แค่ว่าจ่ายไปเท่าไหร่ แต่บอกไม่ได้ว่า "เดือนสิงหาคม" เป็นต้นทุนเท่าไหร่
ระบบตัดสลิปตามจำนวนวันที่ตกในเดือนบัญชีนั้นให้ แล้วตั้งค้างจ่ายสำหรับวันที่ยังไม่มีสลิปครอบ
ได้ออกมาเป็นรายการเดบิต/เครดิตพร้อมส่งออกเข้าระบบบัญชี — ไม่ใช่แค่รายงานให้ดู
ยืมตัวไปช่วยอีกหน่วย — กดดูผลรวมแล้วได้ 60/40 รวม 100% พอดี
ในกลุ่มบริษัทที่มีหลายนิติบุคคล การยืมตัวกันเป็นเรื่องปกติ — แต่พอถึงสิ้นเดือน ไม่มีใครตอบได้แน่ว่าเดือนนี้ควรลง 60/40 หรือ 55/45 เพราะเขาย้ายกลางเดือน
ในคลิปคือคนที่ถูกยืมไปช่วยเปิดคลังเชียงใหม่ช่วง 1 ก.ค. ถึง 31 ต.ค. ระบบคิดสัดส่วนจาก จำนวนวันที่ทับกันจริง ได้ออกมาเป็น คลังเชียงใหม่ 60% · งานสนับสนุน 40% แล้วปันเงินตามนั้น เศษสตางค์ที่ปัดไม่ลงตัวถูกโยนไปที่ก้อนที่ใหญ่ที่สุด เพื่อให้รวมกันได้ 100% เป๊ะเสมอ — ไม่มีบาทตกหล่นระหว่างบริษัท
ถ้าใครตั้งปันส่วนเกิน 100% ระบบเตือนให้แก้ ไม่ใช่หารกลับให้เงียบ ๆ เพราะการรีสเกลเองแปลว่าตัวเลขที่คนตั้งใจใส่ถูกเปลี่ยนโดยไม่มีใครรู้
จากใบประเมิน 360° ไปเป็น 9-Box อัตโนมัติ
ระบบเก็บทั้งการประเมินจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง และตัวเอง แล้ววางคนลงตาราง 9 ช่องให้เอง — เห็นทันทีว่าใครคือคนที่พร้อมโตต่อ และใครที่ผลงานดีแต่ยังไม่พร้อมเป็นหัวหน้า
รอบ Calibration ที่ผู้บริหารนั่งปรับคะแนนกันนั้น ถูกเก็บเป็นชั้นแยกที่มีเหตุผลกำกับ ว่าใครปรับ ปรับเพราะอะไร — คะแนนดิบของผู้ประเมินไม่เคยถูกเขียนทับ
ถ้าคนประเมินในกลุ่มเพื่อนร่วมงานยังไม่ถึง 3 คน ระบบไม่แสดงผลกลุ่มนั้น เพราะน้อยกว่านั้นเดาได้ว่าใครเขียน
สลิปที่หักภาษี ฿0 → ฟอร์มยื่นลดหย่อนที่พนักงานกรอกเองได้
พนักงานหน้างานจำนวนมากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ไม่มีใครเคยบอกเขาว่าไม่ต้องเสีย — ทุกต้นปีก็ยังกังวล ยังไปถาม HR ยังกลัวว่าจะโดนเรียกเก็บย้อนหลัง
ระบบคำนวณให้จากสลิปจริงทุกงวด แล้วแสดงเป็นตัวเลขชัด ๆ ว่าถูกหักไปเท่าไหร่ ถ้าคำตอบคือศูนย์ ก็ขึ้นศูนย์ให้เห็นเต็ม ๆ — เพราะ "ไม่ต้องเสีย" กับ "ระบบยังไม่ได้คิด" ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
และพนักงานยื่นค่าลดหย่อนเองในแอปได้ตลอดปี (แบบ ล.ย.01) — คู่สมรส บุตร บิดามารดาที่อุปการะ เบี้ยประกัน กองทุน — ไม่ต้องรอกรอกกระดาษรอบเดียวตอนต้นปี HR ตรวจแล้วกดอนุมัติ ระบบถึงจะเอาไปใช้คำนวณ
รายการหักประจำงวดของพนักงานหนึ่งคน · กยศ. + สหกรณ์ + อายัด
กยศ. · สหกรณ์ · สหภาพ · กองทุน · หักตามคำสั่งกรมบังคับคดี — แต่ละรายการมีที่มาของมันเอง และมักถูกตั้งคนละเวลากัน ไม่มีใครนั่งบวกดูว่ารวมแล้วเท่าไหร่
ระบบตรวจให้ทุกงวดว่าหักรวมเกิน 20% ของรายได้หรือไม่ (ม.76 ต้องมีหนังสือยินยอม) · อายัดเกิน 30% ของเงินเดือนหรือไม่ · และหลังหักแล้วเหลือติดตัวต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือนหรือไม่
เมื่อเข้าเงื่อนไข ระบบขึ้นคำเตือนให้คนตัดสินใจ — เราจงใจไม่ให้มันตัดยอดเงียบ ๆ เพราะการหักที่ถูกซ่อนไว้คือปัญหาที่ใหญ่กว่าการหักที่เกิน
สองบทที่ผ่านมาคืองาน HR ที่ต้องทำทุกเดือน บทนี้คือสิ่งที่เจ้าของกับ CFO ถามเสมอ "ถ้าจะบุกงานใหม่ เรามีคนพร้อมไหม ขาดอะไร ต้องใช้เงินเท่าไหร่" — ระบบตอบได้จากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
กลยุทธ์ส่วนใหญ่อยู่ในสไลด์ประชุม ไม่ได้อยู่ในระบบ พอถามว่า "พร้อมไหม" ก็ต้องไปไล่ดึง Excel จากหลายคน — ที่นี่กลยุทธ์เป็นเรคคอร์ดหนึ่งตัว (ทักษะที่ต้องมี จำนวนคน พื้นที่ งบ) ที่ทุกโมดูลอ้างถึงได้ ระบบจึงคำนวณความพร้อมจากตารางทักษะ ทะเบียน เวลา และเงินเดือนที่มีอยู่แล้วได้ทันที
"บุกงานรถเล็กภาคเหนือ" — ความพร้อมรวม 4 ด้าน แล้ว AI เสนอแผนปิดช่องว่าง
ตั้งกลยุทธ์หนึ่งตัว: ต้องการคนขับรถเล็ก 10 คนในเชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง ภายใน 6 เดือน งบเพิ่มไม่เกิน 150,000 บาทต่อเดือน — ระบบคำนวณ 4 ด้านให้จากข้อมูลจริง คน (ตารางทักษะ) ที่ (จังหวัดที่ทำงาน) เงิน (ต้นทุนเพิ่มเทียบงบ) ความเสถียร (การเข้างาน + ความเสี่ยงลาออก)
ช่องว่างทุกช่องมีปุ่มต่อ: เปิดรับสมัคร (สร้างประกาศที่ผูกกลยุทธ์ให้เลย) · อบรมคนที่กำลังฝึก · ยืมตัวจากพื้นที่อื่น — แล้วกดให้ AI อ่านผลเพื่อเสนอแผน 30 วัน
AI ได้รับเฉพาะตัวเลขสรุปและรหัสพนักงาน ถ้าต้องเจาะรายคนมันจะ "ขอข้อมูล" ผ่านแบบฟอร์มที่ระบบอนุญาต แล้วเซิร์ฟเวอร์ค้นให้ — ไม่มีชื่อ เลขบัตร หรือเงินเดือนรายคนออกจากระบบ และทุกคำขอถูกบันทึกตาม PDPA
พิมพ์คำถามภาษาคน — ท้ายคำตอบบอกด้วยว่า AI ขอข้อมูลชุดไหนไปบ้าง
"แผนกไหนพึ่ง OT มากที่สุด ควรเพิ่มคนกี่คน" · "มีใครขับรถเล็กได้และอยู่เชียงใหม่บ้าง" · "ถ้าค่าแรงขึ้น 5% ต้นทุนต่อเดือนเพิ่มเท่าไหร่" — AI ตอบจากตัวเลขในระบบ ไม่ใช่ความรู้ทั่วไป
วิธีทำงานต่างจากแชตบอททั่วไปตรงที่ AI ไม่ได้อ่านฐานข้อมูลเอง — มันมีแบบฟอร์มขอข้อมูลอยู่ 7 แบบ (หาพนักงานตามเงื่อนไข · สรุปรายแผนก · ใครทำทักษะนี้ได้ · ผู้สมัครที่รอ · จำลองต้นทุน ฯลฯ) ขอผิดรูปแบบระบบไม่ให้และส่งกลับให้แก้ ขอถูกระบบค้นให้และคืนเป็นรหัสพนักงาน
Heatmap แผนก × ทักษะ แล้ว AI เสนอว่าแต่ละช่องว่างควร ฝึก · จ้าง · หรือยืม
ตารางเดียวบอกว่าทักษะที่กลยุทธ์ต้องการมีคนทำได้กี่คนในแต่ละแผนก ใครกำลังฝึกอยู่ และทักษะไหนเป็นคอขวดที่ทำได้คนเดียวทั้งบริษัท
แล้ว AI เสนอต่อช่องว่าง: Build ส่งคนที่กำลังฝึกเข้าคอร์ส/สอบรับรอง · Buy ติดต่อผู้สมัครที่รออยู่ในระบบ · Borrow ยืมตัวคนที่ทำได้แต่อยู่นอกพื้นที่ — พร้อมขั้นตอน 30 วันและต้นทุนโดยประมาณ ทุกข้อมีปุ่มโยงไปทำต่อในโมดูลเดิม
เลือกประกาศรับสมัคร → AI จัดอันดับพนักงานปัจจุบัน 10 คนที่เหมาะย้ายภายใน
ก่อนเปิดรับจากข้างนอก ระบบให้คะแนนพนักงานปัจจุบันทุกคนเทียบกับประกาศ (ตำแหน่ง แผนก ตารางทักษะ อายุงาน) แล้ว AI จัดอันดับ 10 คนพร้อมเหตุผลและสิ่งที่ต้องเสริม — ย้ายภายในเร็วกว่า ถูกกว่า และคนรู้งานอยู่แล้ว
ประกาศที่ผูกกลยุทธ์ยังได้คะแนนผู้สมัครภายนอกสองชุด: ตรงตำแหน่ง และตรงกลยุทธ์ — คนที่เหมาะกับงานวันนี้ กับคนที่พาบริษัทไปถึงเป้าอาจไม่ใช่คนเดียวกัน
ทั้งสองอย่างไม่ใช้อายุหรือเพศเป็นเกณฑ์ — ระบบไม่ส่งข้อมูลนั้นให้ AI ตั้งแต่ต้น
Legal Checklist — กฎหมายที่ผูกกับจำนวนพนักงาน และ OT Index รายแผนก
โควตาจ้างคนพิการ 100 : 1 และการฝึกอบรมพนักงานอย่างน้อยครึ่งหนึ่งต่อปี (ไม่งั้นส่งเงินสมทบกองทุน) — ระบบรู้จำนวนพนักงานและมีบันทึกอบรมอยู่แล้ว จึงบอกสถานะได้เลยว่าปีนี้ฝึกไปกี่เปอร์เซ็นต์ แผนกไหนยังไม่ถึง พร้อมเกณฑ์ระดับ 10 · 50 · 200 คน (ข้อบังคับ คปอ./จป. ห้องพยาบาล)
ดัชนีพึ่ง OT บอกว่าแผนกไหน OT สูงผิดปกติ = คนขาดหรือกระบวนการมีปัญหา และใครเกินเพดาน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ — แสดงตรง ๆ ไม่ซ่อน เพราะนั่นคือสิ่งที่ตรวจแรงงานจะถามก่อน
เกณฑ์กฎหมายในหน้านี้เป็นข้อมูลอ้างอิงจากระบบ — ควรให้ทนายแรงงานหรือ จป. ของบริษัทยืนยันก่อนใช้ตัดสินใจ
ไม่ใช่เพราะมีฟีเจอร์เยอะกว่า — แต่เพราะเลือกใส่ถูกที่ และเพราะโครงสร้างต้นทุนของเราต่างจากคนอื่นตั้งแต่แรก
ทุกจุดที่ AI แตะ ยังมีคนเป็นคนกดอนุมัติเสมอ — ระบบร่างให้ ไม่ใช่ระบบตัดสินใจแทน
ระบบ HR ที่คิดรายหัวจะแพงขึ้นทุกครั้งที่คุณรับคนเพิ่ม — ซึ่งสวนทางกับธุรกิจที่ใช้แรงงานเยอะอย่างขนส่งและโรงงาน
AI เขียนโค้ดให้ใครก็ได้
แต่บอกไม่ได้ว่าต้องเขียนอะไร
เปิดคู่มือทั้ง 13 เล่มอ่านได้เลยโดยไม่ต้องล็อกอิน ทุกเล่มมีภาพหน้าจอจริงจากระบบ หรือโทรคุยกับทีมงานเพื่อนัดดูระบบพร้อมข้อมูลสาธิตที่กดเล่นได้จริง